ขั้นบันได หยวนหยาง

นาขั้นบันได มรดกโลกแห่งเมืองหยวนหยาง

เมืองจีนแผ่นดินใหญ่ ถ้ามีคนเอ่ยแบบนี้ขึ้นมาทุกคนคงคิดถึงวัฒนธรรม และประเพณี รวมถึงสถานที่ที่น่าไปสัมผัสสักครั้งของชีวิต เมืองจีนนั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมายหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ สถานที่ตามรอยพระพุทธศาสนา หรือสถานที่ที่เป็นมรดกโลก ถ้าพูดถึงสถานที่ที่เป็นมรดกโลกที่มาจากการเป็นอยู่ของประชากรคนจีนนั้นคงจะนึกถึง “นาขั้นบันได” ที่เมืองหยวนหยาง มณฑลยูนนาน สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้นับเป็นสถานที่ที่เกิดขึ้นมาจากการดำรงชีพของประชากรชาวนาชนเผ่าฮานิ ที่ปลูกข้าวบนไหล่เขาลักษณะเป็นขั้นบันไดกว่าหมื่นขั้น นับว่าเป็นนาที่สวยงามจนหลายคนต้องเดินทางไปเพื่อชื่นชมสักครั้ง นาขั้นบันไดหยวนหยางนี้ได้รับรางวัลมรดกโลกด้านวัฒนธรรมเมื่อปีพ.ศ. 2512

ลักษณะนาขั้นบันไดหยวนหยาง

ขั้นบันได หยวนหยาง

นาขั้นบันไดที่หยวนหยางนั้นมีพื้นที่กว้างขวางขนาดใหญ่ พื้นที่นาแห่งนี้ทอดยาวไปจนถึงแม่น้ำหงเหอของอำเภอหยวนหยาง พื้นนานี้มีพื้นที่ทั้งหมด 170,000ไร่ อยู่ในเขตเมืองหยวนหยางซึ่งมีลักษณะพื้นที่เป็นภูเขาที่ลาดชัน กลุ่มชนเผ่าฮานิที่อาศัยบริเวณนั้นพื้นที่นี้ในการดำรงอาชีพเกษตรกรรมปลูกข้าวบนเนินเขา ซึ่งมีอุณภูมิตก 15-17 องศาเซียลเซียส เมื่อถึงเนินเขาแล้วมองลงมาจะเห็นพื้นนาจำนวนกว่า 3,000 ขั้น ซึ่งการปลูกนาชนิดนี้เป็นสิ่งที่หาดูยากนักในประเทศจีน นาขั้นบันไดตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ล้วนเต็มไปด้วยทัศนียภาพที่สวยงาม ด้วยพื้นที่นั้นปกคลุมไปด้วยท้องนาที่เขียวชะอุ่ม มีหมอกปกคลุมอยู่ข้างบนเมื่อมากลงมาจากด้านบนเนินเขา จะเห็นนาขั้นบันไดที่มีทัศนีภาพที่น่ารักษาไว้ให้อยู่ต่อไปเรื่อยๆ นาขั้นบันไดนี้ผู้คนชาวจีนส่วนใหญ่มักบอกว่าเหมือน “เกล็ดมังกร”

อดีตของนาขั้นบันได

สมัยก่อนที่จะมาเป็นนาขั้นบันไดที่เราได้เห็นเป็นทัศนียภาพที่สวยงามขนาดนี้ เมื่อก่อนนั้นที่นี้เป็นจุดที่พักอาศัยของชนเผ่าฮานิที่อพยพความแร้งแค้นมาจากทิเบต แต่ด้วยพื้นที่นั้นเป็นหุบเขาสูงชันไม่สมควรและไม่เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการเพาะปลูก แต่ด้วยความอดทนและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคของชาวฮานิเพื่อมีจุดมุ่งหมายในการดำรงชีพพวกเขาจึงหาโขดหินมาเรียงต่อกันให้เป็นกำแพง แต่ด้วยพื้นที่ที่เป็นภูเขาสูงและลาดชันจึงทำให้การสร้างกำแพงพื้นนาที่เรียงขึ้นไปนั้น มองจากข้างบนจึงคล้ายเป็นบันไดหลายหมื่นขั้น ถึงแม้ว่าพื้นนาแห่งนี้จะมีอายุมากกว่า 2,500 ปีมาแล้วแต่ด้วยยุคและสมัยที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ที่นี่ยังคงความเป็นเอกลักษณะ สวยงามและเป็นแหล่งทำเกษตรกรรมเพื่อดำรงชีวิตพร้อมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อีกด้วย